| ประวัติสภาคริสตจักรในประเทศไทย |
|
ประวัติสภาคริสตจักรในประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงการเข้ามาเผยแพร่ คริสต์ศาสนาของ มิชชันนารีโปรเตสแตนท์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1828 โดยศาสนาจารย์จาคอบ ทอมลิน และนายแพทย์คาร์ล กุต สลาฟ สังกัดสมาคมมิชชันนารีแห่ง ลอนดอน ซึ่งมีส่วนในการชักชวนให้คริสตจักรในสหรัฐเอมริกาจัดส่งมิชชันนารีมาปฏิบัติ พันธกิจใน เมืองไทย ต้นกำเนิดอย่างแท้จริงของสภาคริสตจักรฯมาจากมิชชัน นารีคณะพรส ไบทีเรียนอเมริกัน ซึ่งเข้ามาตั้งงานขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 และ ตั้งอย่างมั่นคงในปี ค.ศ. 1847 มิชชันนารีชุดนี้ประกอบไปด้วยนายแพทย์ซามูเอล เฮาล์ , ศาสนาจารย์สตีเฟนและนางแมรี่ แมตตูน มิชชันนารีคณะนี้ได้จัดตั้ง คริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่หนึ่ง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1849 ต่อมามี การตั้งเพรสไบเทอรี่แห่งสยามใน วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1858 เมื่อถึงปี ค.ศ.1861 คณะมิชชันนารีจึงคิดที่จะขยายงานออกไปยังภูมิภาค โดยได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารี ที่เพชรบุรีในปี ค.ศ. 1861 มีครอบครัวศาสนาจารย์ดาเนียลแมคกิลวารี และครอบ ครัวศาสนาจารย์ซามูเอล จี แมคฟาร์แลนด์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1867 ครอบครัวของศาสนาจารย์แมคกิลวารี ได้ตั้งมิชชันประกาศคริสต์ศาสนาที่เชียงใหม่ โดยมีครอบครัวของศาสนาจารย์วิลสันได้เข้าร่วมงานด้วยในปีรุ่งขึ้นครอบครัว มิชชันนารีทั้งสองได้จัดตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่หนึ่งเชียงใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 1868 และได้รับอนุญาตจากบอร์ดฝ่ายต่างประเทศของคริสตจักรเพรส ไบทีเรียนที่สหรัฐอเมริกา ให้ตั้งศูนย์มิชชันขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เรียกว่า มิชชันลาว ดังนั้น เมื่อถึงปี ค.ศ.1868 จึงมีศูนย์มิชชันของมิชชันนารีคณะเพรสไบ ทีเรียนอเมริกันสองแห่ง คือ "มิชชันสยาม" ที่กรุงเทพฯกับ "มิชชันลาว" ที่เชียงใหม่ ในปีค.ศ. 1885 มีการจัดตั้งเพรสไบเทอรี่ลาวเพื่อดำเนินพันธกิจของคริสตจักรใน ภาคเหนือ(ล้านนา) โดยตรงและทำพันธกิจคริสตจักรอย่างเป็นอิสระในเขตมิชชัน ของตนเอง
การดำเนินพันธกิจของมิชชันสยามภายหลังที่มีการขยายงานไปยังเพชรบุรี เมื่อปี ค.ศ. 1861 แล้วได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่อยุธยาในปี ค.ศ. 1872 แต่ภายหลัง ยุบเลิกไป ต่อมาในปี ค.ศ. 1889-1890 ได้ขยายงานไปราชบุรี มีการตั้งคริสต จักรและโรงเรียนจนถึงปี ค.ศ. 1909 ถูกยุบรวมเข้ากับศูนย์มิชชันนารีที่เพชรบุรี มิชชันนารีสยามได้ขยายงานไปยังพิษณุโลกในปี ค.ศ. 1899 ในปีถัดมาก็เริ่มขยาย งานลงสู่ภาคใต้ โดยในปี ค.ศ. 1900 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่นครศรีธรรมราช และ เมื่อถึงปี ค.ศ. 1910 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่ตรัง ซึ่งเป็นศูนย์มิชชันนารีที่ขยายการประกาศคริสต์ศาสนาไปสู่ท้องที่อื่นๆ ในภาคใต้
ทางด้านมิชชันลาวเมื่อครอบครัวศาสนาจารย์แมคกิลวารีได้ตั้งมั่นประกาศ คริสต์ศาสนาที่เชียงใหม่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1867 เป็นต้นมาภายหลังปี ค.ศ. 1878 ซึ่ง เป็นปีที่มีพระบรมราชโองการเรื่องเสรีภาพทางศาสนา (มีผลบังคับใช้ในเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง) มิชชันลาวได้ขยายพันธกิจของตนออกไปยังลำปางโดยมีการตั้งศูนย์มิชชันนารีขึ้นในปี ค.ศ. 1885 ตั้งศูนย์มิชชันนารีที่ลำพูนในปี ค.ศ. 1891 (ถูกยุบรวมกับศูนย์มิชชันนารีที่เชียงใหม่ในปี ค.ศ. 1897) ต่อมาในปี ค.ศ. 1893 มีการจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่แพร่ ในปีค.ศ.1895 จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่น่าน และปี ค.ศ.1897 มีการจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่เชียงราย ภายหลังปี ค.ศ. 1900 มิชชันลาวยังขยายงานไปยังเขตเชียงตุงของพม่า ( ค.ศ. 1904 - 1908 ) และเขตเชียงรุ้งของจีน (ค.ศ.1917 - 1941)
ในการปฏิบัติพันธกิจของมิชชันนารีนับตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปี ค.ศ. 1894 มิชชันนารีเป็นผู้รับ ผิดชอบในทุก ๆ ด้านในการสร้างคริสตจักรไทย ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 มีการเน้นให้ศูนย์ มิชชันนารีของเพรสไบทีเรียนอเมริกันทั่วโลกใช้นโยบายสร้างคริสตจักรของชนในชาติ ที่สามารถเลี้ยงตนเอง ปกครองด้วยตนเอง และประกาศด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า แผนการเนเวียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดและมีการผลักดันในการสร้างคริสตจักรที่ เป็นของชนในชาติขึ้น มีการเคลื่อนไหวที่จะมาเป็นสภาคริสตจักรในประเทศไทยนั้น เริ่มจากการร่วมมือในพันธกิจระหว่างมิชชันสยามกับมิชชั่นลาว ในปี ค.ศ. 1913 มีการ ตั้งคณะกรรมการร่วมของศูนย์มิชชันขึ้นเรียกว่า "คณะกรรมการร่วมแห่งศูนย์ มิชชันสยามใต้และสยามเหนือ" ต่อมามีการเสนอให้เปลี่ยน แปลงชื่อของคณะ กรรมการเพื่อให้มีความใกล้ชิดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรียกว่า "คณะ กรรมการร่วมแห่งสยาม" ในที่สุดมีการผลักดันให้เกิดการรวมศูนย์มิชชัน อย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1920 เรียกว่า "คณะมิชชันสยาม" พร้อม กับการเคลื่อนไหวเพื่อรวมมิชชันนี้ ยังมีการเคลื่อนไหว พร้อมกันอีกส่วนหนึ่งที่เป็น ต้นกำเนิดของ สภา คริสตจักรฯ คือการปลุกเร้าความคิดเรื่อง คริสตจักรของชนใน ชาติในเพรสไบเทอรี่ ของทั้งสองมิชชัน แม้ว่าการใช้แผนการเนเวียสในเมืองไทย จะประสบความล้มเหลว แต่อย่างน้อยก็ได้สร้างความคิดในหมู่ผู้นำคริสเตียนไทยว่า ควรที่จะยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โดยมีการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ไว้บ้าง เมื่อปี ค.ศ.1902 จนถึงปี ค.ศ.1923 มีการเสนอความคิดเรื่องการสร้างคริสตจักรที่เป็น ของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ.1925 ผู้นำคริสเตียนในเพรส ไบเทอรี่สยามได้วิพากษ์วิจารณ์ ลักษณะการปฏิบัติงานของศูนย์มิชชันและการสร้าง พันธกิจที่เป็นของคนไทยว่ามิชชันนารีไม่ยอมให้คริสเตียนไทยรับผิดชอบในพันธกิจ และไม่ให้มีบทบาทอย่าง เทียมบ่าเทียมไหล่กัน ในปีเดียวกันนี้คณะกรรมการฝ่าย ประกาศพระกิตติคุณได้เสนอโครงร่างการจัดตั้ง "คริสตจักรแห่งชาติสยาม " ขึ้นอย่างไรก็ดี โครงการนี้ยังคงไม่ได้รับการสานต่ออย่างเด่นชัดนัก
เมื่อครบวาระหนึ่งร้อยปีของการประกาศคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการเคลื่อนไหวที่จะให้มีคริสตจักรของชนในชาติอย่างจริงจัง มีการจัดประชุมและส่งผู้แทนไปร่วมประชุมที่กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem Conference) และในปี ค.ศ. 1929 มีผู้แทนของสภามิชชันนารีสากล มาจัดประชุมผู้นำคริสเตียนไทยและมิชชันนารีคณะต่าง ๆ ที่กรุงเทพฯ เรียกว่าการประชุมมอตต์ (Mott Conference) ที่ประชุมได้วางแผนการที่จะสถาปนาคริสตจักรที่เป็นของชนในชาติอย่างชัดเจน โดยมีการเสนอแนะให้ตั้ง "สยามคริสตสภา" (National Christian Council in Siam) ซึ่งจะเป็นสภาของคริสตจักรไทยโดยตรง และในที่สุดได้มีการจัดตั้ง "สยามคริสตสภา" ขึ้นในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1930 โดยมีกรรมการอำนวยการมาจากมิชชันเพรสไบทีเรียนอเมริกันในประเทศไทย คณะเชิร์ชออฟไครซ์(ของอังกฤษ) คณะ เอส พี จี สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกันและผู้แทนเพรสไบทีเรียน (คริสเตียนไทย) รวม 18 คน
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1932 ได้มีการรวมเพรสไบเทอรี่สยามและลาวเพื่อจัดตั้งองค์กร ปกครองคริสตจักรไทยที่เป็นอิสระ มีการรณรงค์และออกวารสาร "ข่าวคริสตจักร" เพื่อเผยแพร่แนวความคิดในการจัดตั้งคริสตจักรของชนในชาติ ต่อมาในปี ค.ศ. 1933 มีการจัดตั้งเจ้าหน้าที่ของสภาคริสตจักรในประเทศสยามเป็นการชั่วคราวและเมื่อถึง เดือนเมษายน ค.ศ. 1934 มีการจัดประชุมเพื่อจัดตั้ง "สภาคริสตจักรในประเทศสยาม" ที่ประชุมได้รับธรรมนูญการปกครองคริสตจักรสยามซึ่งกำหนดคริสตจักรประจำชาตินี้ว่า "คริสตจักรในสยาม" การประชุมเพื่อก่อตั้งสภาคริสตจักรฯ ครั้งแรกนี้ มีคริสตจักรของคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกัน และคริสตจักรจีนของคณะแบ๊บติสต์เท่านั้นที่ร่วมกันก่อตั้งสภาคริสตจักรฯ ขึ้น มีเจ้าหน้าที่ชุดแรก ประกอบด้วย
สภาคริสตจักรฯ สมัยเริ่มแรกมีการแบ่งการปกครองออกเป็นคริสตจักรภาค 7 ภาค โดยยังมีสยามคริสตสภาเป็นพี่เลี้ยงและยังคงต้องพึ่งพามิชชันนารีอยู่มาก ใน ปี ค.ศ.1940 ได้เปลี่ยนชื่อจากสภาคริสตจักรในสยาม เป็นสภาคริสตจักรในประเทศ ไทยตามการเปลี่ยนชื่อประเทศของรัฐบาล เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในปลายปี ค.ศ.1941 มิชชันนารีหนีภัยของสงครามกลับสหรัฐอเมริกาสภาคริสตจักรฯ ต้องรับ ผิดชอบและเผชิญปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง คริสตจักรโดยทั่วไปถูกบีบคั้นเนื่อง จากการปลุกเร้าชาตินิยมคริสตจักรหลายแห่งถูกปิดทรัพย์สินของมิชชันนารีรวมทั้ง โรงเรียนและโรงพยาบาลถูกยึดเป็นของรัฐ ผู้นำของสภาคริสตจักรฯ ได้พยายาม ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เท่าที่จะสามารถกระทำได้ สงครามสงบลงในปี ค.ศ. 1945 และปีรุ่งขึ้นมิชชันนารีกลับเข้ามาดำเนินพันธกิจกับสภาคริสตจักรฯ ต่อมามี การจัดตั้ง คริสตจักรภาคเพิ่มขึ้นอีก 2 ภาค มีการจัดตั้งงานแผนกต่าง ๆ โดยมีผู้นำ คริสเตียนไทยเข้าร่วมรับผิดชอบร่วมกับมิชชันนารีด้วยและนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 เป็นต้นมา ได้พัฒนาและยกฐานะแผนกงานต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันนั้น ขึ้นเป็นกองและ หน่วยงานของสภาคริสตจักรฯ
ในปี ค.ศ. 1957 มิชชันคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกันสลายตัวลงโดยมอบหมายการดำเนิน พันธกิจให้อยู่ภายใต้อำนาจของสภาคริสตจักรฯ โดยตรง มิชชันนารีเปลี่ยนฐานะเป็นภารดร ผู้ร่วมงาน ในปี ค.ศ. 1962 มิชชันคณะดีไซเปิล ได้สลายตัวเข้ากับสภาคริสตจักรฯ เช่นเดียวกัน และในปี ค.ศ. 1972 สำนักงานของคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกาและ UCMS ปิดลง มิชชันนารีที่เข้ามาร่วมงานในภายหลังจึงอยู่ภายใต้การกำหนด ของสภาคริสตจักรฯ โดยมีเลขานุการฝ่ายสัมพันธกิจเป็นผู้ประสานงาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 ได้จัดตั้งฝ่ายเอกสัมพันธ์ของสภาคริสตจักรฯ ดำเนินนโยบายการพึ่งพา ตนเองจึงได้ลดจำนวนภราดรผู้ร่วมงานลงเน้นให้ผู้นำคริสตจักรไทยเป็นผู้รับผิดชอบ พันธกิจด้านต่าง ๆ
สภาคริสตจักรฯ มีความสัมพันธ์กับคริสตจักรสากล โดยเป็นสมาชิกเริ่มแรก ของ WCC. ที่จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1948 และได้ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมของ องค์กรคริสตจักรระดับสากลเสมอมานอกนั้นสภาคริสตจักรฯ ยังเป็นสมาชิกของ สภาคริสเตียนแห่งเอเชีย (CCA.) และสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป(W.A.R.C) ในปี ค.ศ. 1964 สภาคริสตจักรฯ เห็นชอบในการจัดส่งมิชชันนารีไทยไปยังซาราวัค มาเลเซียนับเป็นการส่งมิชชันนารีไปปฏิบัติพันธกิจต่างประเทศครั้งแรกตามโครง การนี้มีมิชชันนารีไทยไปปฏิบัติงานรวม 3 ท่าน ในระยะหลังต่อมา แม้ว่าจะมีโครง การอยู่แต่การทำพันธกิจด้านนี้ยังไม่เด่นชัดเหมือนการจัดส่งมิชชันนารีไปต่างประ เทศในระยะเริ่มแรก |
||||||||||||||||
เข้าเยี่ยมชม(นับIP)





webcct twitter
รายละเอียดปฏิทิน
กล่องความรู้
สถานีข่าว
ข่าวล่าสุด
ข่าวการศึกษา
ข่าวไอที
ข่าวเศรษฐกิจ
ข่าวการเมือง
ข่าวกีฬา
ข่าวต่างประเทศ

























