| ความเป็นมาของสภาคริสตจักรในประเทศไทย |
|
ความเป็นมาของสภาคริสตจักรในประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทย มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เริ่มตั้งแต่การเดินทางเข้ามาในประเทศของมิชชันนารีในครั้งแรกประมาณปี ค.ศ. 1828 โดยเริ่มจากมิชชันนารีจากประเทศอังกฤษ ที่ได้ทำการประกาศพระศาสนาพร้อมกับการเยียวยารักษาโรคให้กับชาวบ้าน แต่ต้นกำเนิดอย่างแท้จริงของสภาคริสตจักรในประเทศไทย มาจากมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกัน ซึ่งเข้ามาเริ่มงานขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 และตั้งงานอย่างมั่นคงในปี ค.ศ. 1847 โดยมีการกระทำพันธกิจที่สำคัญตามแบบอย่างพันธกิจขององค์พระเยซูคริสต์ (มัทธิว 4:23,9:35) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1934 มีการประชุมจัดตั้งสภาคริสตจักรในประเทศสยาม (ต่อมาในปี ค.ศ. 1940 ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากสภาคริสตจักรในประเทศสยาม มาเป็นสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทยของทางราชการ) มีแนวนโยบายหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ การประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง การเลี้ยงตนเอง และการปกครองตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดแรกของสภาคริสตจักรในประเทศสยาม ประกอบด้วยศาสนาจารย์เปลื้อง สุทธิคำ เป็นประธาน นางอาจ วิทยาคม เป็นเลขาธิการ ศาสนาจารย์บุญมาก กิตติสาร เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ และครูเล็ก ไทยง เป็นเหรัญญิก ซึ่งในขณะนั้นมีสมาชิกสมบูรณ์ในสังกัดทั้งหมด 10,184 คน มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 7 คริสตจักรภาค ดังต่อไปนี้ คริสตจักรภาคที่ 1 อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน คริสตจักรภาคที่ 2 อยู่ในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำปาง คริสตจักรภาคที่ 3 อยู่ในจังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน คริสตจักรภาคที่ 4 อยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และจังหวัดพิษณุโลก คริสตจักรภาคที่ 5 อยู่ในจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี คริสตจักรภาคที่ 6 อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง คริสตจักรภาคที่ 7 คริสตจักรจีน (ทั่วประเทศ) สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีรากฐานยาวนานมาจากมิชชันนารี ที่ได้วางรากฐานการเผยแพร่ศาสนา การศึกษา และการแพทย์มายาวนานกว่า 150 ปี นับเป็นองค์กรคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ที่มีกิจกรรมด้านต่าง ๆ ที่สร้างประโยชน์แก่สังคมไทย เพื่อนำสังคมไทยไปสู่ความเจริญ เป็นสังคมแห่งคุณธรรม ในระยะแรก ๆ การดำเนินพันธกิจทุกอย่างอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ และบริหารโดย มิชชันนารีโดยมีคนไทยเป็นผู้ช่วย กระทั่งในปี ค.ศ. 1957 คณะมิชชั่นได้สลายตัว มีการมอบพันธกิตและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้สภาคริสตจักรในประเทศไทย เนื่องจากความไม่พร้อมในด้านต่าง ๆ และขาดการเตรียมตัวที่ดีมาก่อน เมื่อสภาคริสตจักรในประเทศไทยเข้ามารับผิดชอบพันธกิจจึงทำให้ประสบกับอุปสรรค์ปัญหาหลายด้าน และการแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการแก้ไขที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ขาดการการวางกรอบนโยบายและแนวการจัดทำแผนแม่บท ในการประชุมสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีการพิจารณาเรื่องนโยบายและแผนพัฒนาของสภาคริสตจักรในประเทศไทยมากขึ้น สำหรับการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรในประเทศไทย สมัยสามัญครั้งที่ 29 ได้มีการกำหนดแนวนโยบายของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2007 - 2010 ซึ่งได้รวบรวมจากรายงานของคริสตจักรภาค หน่วยงานและสถาบัน โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างเสริมให้คริสตจักรท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยมูลฐานที่สำคัญของสภาคริสตจักรในประเทศไทย สามารถดำเนินการขับเคลื่อนพันธกิจได้อย่างมีระบบ ต่อเนื่อง ยั่งยืน และประกาศพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมอบอำนาจให้คณะกรรมการอำนวยการสภาคริสตจักรในประเทศไทย นำแนวนโยบายดังกล่าวไปพิจารณา คณะกรรมการอำนวยการสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประชุมสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2007 ได้อนุมัติโดยหลักการรับนโยบายสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2007 - 2010 โดยคงเนื้อหาสาระที่สำคัญทั้ง 4 ด้าน ที่ระบุไว้ในนโยบายของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ปี ค.ศ.2003 - 2006 ซึ่งประกอบด้วยนโยบายด้านการประกาศและอภิบาล นโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรและทรัพย์สิน นโยบายด้านพันธกิจต่อชุมชน และนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และได้เพิ่มเติมส่วนที่สำคัญจำเป็นอีกบางข้อ และมอบหมายให้คณะกรรมการดำเนินงาน และคณะกรรมการมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ไปจัดทำรายละเอียดให้สมบูรณ์ต่อไป ปัจจุบันสภาคริสตจักรในประเทศไทย มีคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทยทำหน้าที่ในการบริหารงานพันธกิจทั้งปวง ประกอบด้วย ศาสนาจารย์ วิรัช โกยดุลย์ เป็นประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ผู้ปกครอง บรรจง ชมภูวงศ์ เป็นรองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย อนุศานาจารย์ สยาม ม่วงศักดิ์ เป็นเลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย และมัคนายก ชูศักดิ์ โอภาสนิรัติศัย เป็นเหรัญญิกสภาคริสตจักรในประเทศไทย |
เข้าเยี่ยมชม(นับIP)





webcct twitter
รายละเอียดปฏิทิน
กล่องความรู้
สถานีข่าว
ข่าวล่าสุด
ข่าวการศึกษา
ข่าวไอที
ข่าวเศรษฐกิจ
ข่าวการเมือง
ข่าวกีฬา
ข่าวต่างประเทศ
















